Saturday, August 26, 2017

REVIEW: LALITDA Natural Herbal Shampoo l Conditioner l Rinse

วันนี้อิเชอจะมารีวิว "เรื่องของผมอีกแล้ว" นะฮ้า
ช่วงนี้รู้สึกพูดถึงผมบ่อย 555 

 เชอเคยรีวิวถึงตัวแชมพูที่เชอใช้ 
แต่วันนี้เชอจะมารีวิวแชมพูตัวใหม่ที่เชอได้ลองใช้กันจ้า
ซึ่งไม่ใช่แชมพูสำหรับสีผม แชมพูม่วงแต่อย่างใด
แต่เป็น "แชมพูสมุนไพร" 
ซึ่งยอมรับเลยว่าตอนแรกแอบกลัว ว่ามันจะทำให้สีผมเราหลุดหนักมั้ย
มันจะถูกกับหัวเราเปล่า.. คิดว่าตัวเองอาจใช้ไม่ได้

แต่หลังจากได้ลองแล้ว เราก็เลิฟมันไปโดยปริยาย.. 555555
แบรนด์ที่เราจะมารีวิววันนี้เป็นของ LALITDA เจ้าเก่า 
 

เจ้าเดียวกับสครับกลิ่นหอมรัญจวญใจอันนี้นะคะ >> 

REVIEW: LALITDA SCRUB สครับแบรนด์ไทย 3 กลิ่นหอมรัญจวนใจ~ 


ใครยังไม่เคยอ่านรีวิว ไปอ่านดูได้ 

ซึ่งแบรนด์ LALITDA เองก็ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ถึง 7 อย่างเลย
ได้แก่ 
สบู่ก้อน ชาวเวอร์เจล บอดี้โลชั่น สครับ แชมพู ครีมนวด แฮร์รินส์ 
โดยจะมีส่วนผสมหลักมาจากธรรมชาติ เลี่ยงและลดการใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด เนื่องจากสารเคมีบางประเภทอาจก่อให้เกิดอันตราย หรือเป็นเหตุให้เกิดการสะสม และเน้นให้ธรรมชาติดูแลผิวของคุณอย่างยั่งยืน ในผลิตภัณฑ์ทุกตัวของเราไม่มี SLS , SLES , Paraben , Silicone , Color 
หรือสารเคมีอันตรายอื่นๆ

วันนี้เราขอหยิบมารีวิวแค่ 3 ตัวสำหรับผมก่อนละกันเน้อะ
ครั้งหน้าเราจะมารีวิวตัวสบู่นะจ้ะ 
เริ่ม!

NATURAL HERBAL SHAMPOO

แชมพูธรรมชาติ ช่วยให้เส้นผมและหนังศีรษะแข็งแรงลดผมหลุดร่วง ขจัดรังแค และช่วยให้ผมดกดำ ด้วยคุณประโยชน์จากสมุนไพรหลากหลายชนิด เช่น อัญชัญ ขิง ส้มป่อย โสม บัวบก มะคำดีควาย เป็นต้น
**ใช้แชมพูในช่วงแรกอาจทำให้เส้นผมด้านในที่ไม่ค่อยแห้งเสียมีความมันเล็กน้อย เนื่องจากแชมพูเราไม่ได้ใส่สารเคมีที่ช่วยชะล้าง ในแชมพูจะเป็นน้ำมันธรรมชาติที่ทำปฏิกิริยากับด่างจนมีคุณสมบัติชำระล้างตามธรรมชาติ จึงอาจทำให้เกิดความมันในช่วงแรกที่ใช้กับเส้นผมหรือหนังศีรษะในบางท่าน**

PRICE:
360 ml. = 460.- 
250 ml. = 350.- ขนาดที่เชอใช้ 
120 ml. = 220.-

TEXTURE:

 นี่เป็นครั้งแรก ที่เชอได้เห็นแชมพู "เนื้อน้ำ" 
คือมันเป็นน้ำเหลวๆ จริงๆ สีจะออกน้ำตาลแบบนี้ค่ะ

SCENT:
กลิ่นนี่เป็นกลิ่นสมุนไพรโดยแท้เลย คือมันอธิบายไม่ถูกว่ากลิ่นเป็นแบบไหน
เอาเป็นว่ามันสมุนไพรจริงๆ 555555555 
กลิ่นไม่ฉุนมากค่ะ 
Share:

Friday, August 11, 2017

7 TIPS ที่ทำให้สีผมติดทนนานและไม่เสีย!

กลับมาตามความเรียกร้อง! จริงๆ เรื่องเคล็ดลับการดูแลสีผมอันนี้

เชอเคยอัพไว้ในบล็อคเก่า สมัย bloggang นานมากก วันนี้ขอหยิบยกมาพูดใหม่เนอะ
เพราะเพื่อนๆ หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยรู้ถึงวิธีการดูแลสีผมที่ถูกต้อง
พอเข้าร้านทำผมเสียเงินทำสีแพงๆ ไม่ทันไรสีก็หลุด เอาล่ะไม่เป็นไร 
รีบอ่านและทำความเข้าใจใหม่ก่อนจะเสียทรัพย์ไปมากกว่านี้!
ปัญหาที่คนทำสีผมสว่างส่วนใหญ่เจอโดยเฉพาะคนที่ทำสีเทาคือ“สีหลุดเร็ว”
ซึ่งหลักๆแล้ว มันมีอยู่ 7 เคล็ดลับ ที่เชอทำประจำ เพื่อให้สี ผมติดทนนานและเสียน้อยที่สุด
1. ใช้ Purple toning shampoo 
(แชมพูโทนเนอร์สีม่วงสำหรับผมที่ผ่านการฟอก) 
คนที่ทำผมสว่างมา/ ผ่านการฟอก หรือคนที่ไม่อยากให้ผมตัวเอง Fade เป็นโทนส้มๆเหลืองๆ 
ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง!
เพราะแชมพูสีม่วงมันจะช่วยหักล้างเม็ดสีเหลืองที่จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
ทุกๆครั้งที่เราสระผมค่ะ 

ยกตัวอย่าง: บางคนย้อมสีมาวันแรกสวยมาก บลอนด์เทาดั่งใจ 
ต่สักพักสระแล้วกลายเป็นสีเหลือง ทองซะงั้น นี่แหละค่ะ ตัวช่วยเบรกสีที่ควรใช้ถ้าไม่อยากเปลืองตังเข้าร้านทำสีละสีก็เพี้ยนไปภายในอาทิตย์เดียว!

ตัวอย่างแบรนด์ที่เชอเคยใช้ 

LAKME Teknia Ultra Clair Shampoo 
ตัวนี้ แรกๆ ใช้โอเคนะ เบรกสีใช้ได้อยู่ ตัวพิกเมนต์สีม่วงจะไม่แรงมาก 
แต่ใช้ไปนานๆ ผมจะแอบแห้ง ตอนนี้เลิกใช้ไปละ

Fanola's No Yellow shampoo 
ปัจจุบันใช้ตัวนี้ผสมกับแชมพู L'Oreal Pro Keratin อยู่ เพราะเนื้อแชมพูแบบแทบไม่มีฟอง
ละสีม่วงค่อนข้างพิกเมนต์แน่นมาก ค่อนข้างดีในการช่วยเบรกสี แต่ใช้เดี่ยวๆไม่ค่อยรอดเท่าไหร่
ทีนี้ถามว่า
"แชมพูม่วง มันต่างกับแชมพูสำหรับสีผมทั่วๆไปมั้ย?"
บอกเลยว่า "ต่างค่ะ ต่างมากกกก" 
มันคนละประเภท มันคนจะจุดประสงค์กันอ่ะ
แชมพูสำหรับสีผมทั่วไปมันไม่ผสมสีม่วง ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ทำสีทั่วไป ไม่ใช่สีแฟชั่น 
แต่ทั้งนี้ แชมพูตลาดจะเน้นฟองเยอะ ซัลเฟตหนักหน่วงในบางแบรนด์ 
ซึ่งการที่มันมีฟองเยอะ
แปลว่าการชำระล้างมันก็จะเยอะตาม ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกล็ดผมถูกเปิดมากขึ้น 
พอเกล็ดผมถูกเปิดมากขึ้น >> สีก็หลุดเร็วขึ้นและแห้งเสียมากขึ้น!

GET?

ภาพนี้ เห็นความต่างของสีมั้ยคะ?

ช่วงนั้น เชอทำผมเทา ละแรกๆ ไม่ได้ใช้แชมพูเทา มันเลยหลุดมาเป็น
ทองๆแบบรูปขวา 
แต่พอใช้แชมพูม่วงมันก็จะได้โทนเทาๆหม่นๆ ประมาณรูปซ้าย 
ทีนี้ถามต่อ
"ถ้าย้อมสีผมธรรมดาจำเป็นต้องใช้เปล่า?"
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสีที่ทำค่ะ
ถ้าย้อมน้ำตาลทอง (ยังคงอยู่โทนธรรมชาติ) แต่อยากให้มันไม่ดูทองสว่างไปกว่านี้
ก็ใช้ได้ โดยอาจจะผสมแชมพูม่วง1:2ส่วน กับแชมพูทั่วไป 
มันก็จะชวยถนอมสีผมเราให้นานยิ่งขึ้นค่ะ 
2. ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมที่มี Keratin
อย่างที่บอกไว้ข้างต้น เชอใช้แชมพู Keratin ของ L'Oreal ผสมกันด้วยค่ะ อันนี้สำคัญมากค่ะ โดยเฉพาะคนที่ผ่านการฟอกผมการที่เราฟอกผมนั้นจะทำให้เราสูญเสียเนื้อผมไปด้วย เพราะงั้นควรเติม keratin ให้เส้นผมด้วยค่ะเพื่อให้ผมแข็งแรงมีน้ำหนัก 

เคยเห็นมั้ยผมที่สว่างมากๆแล้วกรอบแห้ง แตกปลาย ไร้น้ำหนัก นั่นก็เพราะขาด Keratin ค่ะ พอเส้นผมได้รับ keratin อย่างสมำเสมอแล้วมันก็จะดูดีมีน้ำหนัก ทำให้ผมดูเงางามไปโดยปริยาย
ซึ่งเชอใช้ตัวนี้มา 2-3 ปีแล้ว และคิดว่าคงถึงวาระเปลี่ยนแชมพู
เคยได้ยินมั้ยว่าใช้แชมพูอะไรไปนานๆ มันจะเริ่มดื้อกับหัวเราอ่ะ เชอว่ามันถึงจุดนั้นด้วยละ
ผมตอนนี้เริ่มแห้งพันกัน ทั้งที่บำรุงตลอด ซึ่งแบรนด์ต่อไปที่เราเล็งไว้คือ
Share:

Wednesday, August 9, 2017

[HAIR TIPS] : ทำสีผมยังไงให้ผมเสียน้อยที่สุด?

ที่ผ่านมา เชอได้รับคำถามมากมายว่า "ทำสีผมหนักขนาดนี้ ผมไม่เสียหรอ?" ตอบเลยว่า "เสียค่ะ"​
อยู่ที่ว่า เสียมาก เสียน้อย อยู่ที่ประเภทของสีที่เลือกทำ รวมถึงการบำรุงค่ะ 

เชอขอจำแนกประเภทของการทำสีผมแบบง่ายๆให้ฟัง ซึ่งจะแบ่งออกมาได้ดังนี้ค่ะ 

1. Permanent hair color = สีถาวร
ประเภทนี้ก็คือ ที่เราเรียกกันติดปากว่า “ย้อมผม” นั่นเอง ซึ่งการย้อมประเภทนี้ จะเป็นหลักสากลค่ะ คือใช้ Hydrogen Peroxide เรียกสั้นๆว่า Hydrogen มาผสมกับสี แล้วทำหน้าที่เป็นตัวผลักสีผมเข้าไปในเส้นผม หรือในอีกกรณีก็จะใช้ Hydrogen เป็นตัวฟอกผมให้ได้ระดับสีที่สว่างขึ้นก่อนย้อม โดยคนที่เคยย้อมผมด้วยตัวเองบ่อยๆ
อาจจะคุ้นเคยกับตัวเลข 3%6% 9% 12% ของระดับ Hydrogen
จากที่อิเชอผ่านงานหัวสีมานับต่อนับ บอกเลยว่า

“งานฟอก เป็นงานละเอียดกว่าทำสีมาก ต้องมีความพิถีพิถันจริงๆ”

ตั้งแต่ขั้นตอนการวิเคราะห์สภาพเส้นผมและหยิบเลือกระดับของ Hydrogen ที่จะใช้ รวมถึงการคำนวณเวลาทั้งหมดในการฟอกด้วย
แล้วค่าเปอร์เซ็นต์ของ Hydrogen แต่ละระดับมันต่างกันยังไง? ใช้ยังไง?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสีที่เราเลือกทำค่ะ อิเชอทำภาพมาให้ดูกันจะได้เข้าใจง่ายขึ้น
ถ้าเป็น level ต้นๆอย่าง 3% นั้น จะได้ในเรื่องของการล้างสีผม เกล็ดผมก็จะโดนเปิดไม่มาก
ถ้าคุณอยากทำสีสว่างมากๆ แต่เป็นคนไม่เคยย้อมมาก่อนเลย! ผมดำเมี่ยมงี้ อันนี้ก็ต้องใช้เปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นไปอีก

ซึ่งถ้าลงระดับเปอร์เซ็นต์ที่สูงขึ้นเท่าไหร่ เกล็ดผมก็จะโดนเปิดมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งเกล็ดผมโดนเปิดมาก ผมก็ยิ่งเส้นบางลง และแห้งเสียขึ้นไปอีก
อ้าว! แล้ว 12% นี่ผมไม่พังพินาศเลยหรือ?
เอางี้ เคยเห็นป่ะ คนที่ย้อมผมออกจากร้านมานี่ปังมากวันแรก สีนี่อื้อหือ สตรวองสดงดงามอร่ามจิต
“แต่” พอผ่านไปไม่กี่วัน สีก็หลุดเป็นทองพร้อมสภาพผมเยินเป็นไม้กวาดฟูฟ่องเป็นวุ้นๆ
ทั้งนี้ก็เพราะเกล็ดผมมันเปิดไปแล้วพอลงสี ละสระ มันก็เหมือนเทสีผมออกจากผมอ่ะ
.
.
สรุป
มันต้องมีสเต็ปในการฟอก ต้องไล่ตั้งแต่ระดับ Hydrogen น้อย-กลาง แล้วลงฟอกซ้ำ ค่อยเป็นค่อยไป นี่แหละที่บอกว่ามันเป็นงานละเอียด ต้องอาศัยความพิถีพิถันมาก ถ้าเจอช่างขี้เกียจเค้าก็จะใช้ 12% นี่แหละ รอบเดียวจบ

ดังนั้นแนะนำให้กล้าๆถามช่างเลยค่ะ งานหัวเราเอง ว่าเค้าจะทำอะไรกับผมเราบ้าง
เทคนิคบางอย่างเข้าใจว่าเป็นความลับของทางร้าน
แต่เราถามในข้อมูลที่เราควรรู้ก่อนที่จะได้รับบริการได้
ถ้าไม่อยากผมเปื่อยหรือสีหลุดเร็ว ก็บอกช่างไม่ฟอกระดับไฮโดรเจนสูงๆ ผมกับหนังหัวนี่เป็นสิ่งสำคัญนะคะ ไม่คุ้มกับการมานั่งบำรุงรักษาทีหลัง 

หรือ

ถ้าบางคนอยากได้สีสว่างระดับขาวเลย แล้วเค้ายอมรับได้ว่าผมจะเสียแห้ง อันนี้ก็แล้วแต่ความพอใจ
เรื่องราคาอันนี้ก็แล้วแต่ดุลยพินิจของแต่ละคนด้วยค่ะ
บางคนเลือกจากร้านที่ทำถูก บางคนพอใจกับร้านราคาสูง
ถ้าผลงานที่ได้ออกมาดีถูกใจอันนี้นับว่าโชคดีค่ะ เพราะอย่างที่บอก
งานหัวเป็นงานสำคัญ มันจะอยู่ติดหัวเรา เป็นหน้าเป็นตาเราเช่นกัน
เพราะงั้น จะเลือกจะทำอะไร นึกถึงผลลัพธ์ให้ดีและเลือกที่เราสบายใจสบายกระเป๋า. 

2. Semi-Permanent hair color = สีกึ่งถาวร
ประเภทนี้จะเป็นในด้านของสีเคลือบผมทั้งหมด รวมถึงแว็กซ์สีผมด้วย ซึ่งตัวแว็กซ์จะใช้ขึ้ผึ้งเป็นพันธะให้สีผมเกาะ แล้วมันจะเกาะตัวกันเอง ไม่เกาะเส้นผมเพื่อให้ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็น level
ประกายๆ ไม่เน้นเม็ดสีเด่นชัดเท่าย้อม
ประเภทนี้จะเหมาะกับคนที่ไม่อยากให้ผมเสีย และอยากให้ผมเป็นประกายสี ไม่เน้นเม็ดสีเด่นชัด ขอประกายสีเงาๆเบาๆพอ

แต่ทั้งนี้ สมัยนี้ก็มี semi-permanent hair color wax ออกมาขายจำนวนมาก อย่างแบรนด์ที่เชอใช้ก็มี Joico Color Intensity, Arctic Fox, Manicpanic  ตัวพวกนี้สีจะเด่นมากถ้าเราลงกับผมสีอ่อนจัด แต่พอสระก็จะ Fade หายไปตามกาลเวลา จนกลับมาเป็นพื้นสีเดิม 

ตัวอย่าง
JOICO INTENSITY 
A post shared by cherriiecherry 체리체리 (@cherriiecherry) on
เริ่ม FADE น้ำเงินเริ่มหาย ชมพูเริ่มอ่อนลง
A post shared by cherriiecherry 체리체리 (@cherriiecherry) on


 **ถ้าอยากให้เห็นสีชัดตามขวด ยังไงก็ต้องฟอกผมก่อน

จากประสบการณ์ ถ้าใช้แว็กซ์ยี่ห้อไม่ดี ที่เคยผ่านมาคือขายกรัมละบาท ไรงี้ มันทำให้สีฝังเข้าไปในสีผมหนักมาก ล้างสียากมากๆ บางซาลอนก็จะไม่รับทำเลยก็มี 

สรุป ถ้าให้เชอแนะนำนะคะ
เข้าร้านทำผมเฉพาะเวลาจะเปลี่ยนงานหัวหนักๆ เช่น การฟอกผม ไม่ควรทำเอง เพราะถ้าไม่ชำนาญพออาจพังได้ แล้วพอฟอกแล้ว ทำสีแล้วเบื่อ ให้ใช้แว็กส์แทน แว็กส์ที่ใช้ควรเลือกแบบที่มีคุณภาพสูง ผมเสียแล้วไม่คุ้มค่ะ 

หวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังจะทำสี หรือชอบทำสีนะคะ :) 
 xoxo
Share:

REVIEW : ต่อขนตาหวานเด้งที่ Blanc Eyelash & Eyebrow Salon สาขา Mercury Ville

สวัสดีค่าาเพื่อนๆ วันนี้อิเชอจิมารีวิวต่อขนตานะฮ๊าาาาาาา 

เพื่อนๆ อาจจะเห็น MINI REVIEW กันไปแล้ว 
วันนี้เราจะมาลงรีวิวแบบลึกละเอียดกันเลยทีเดียว
ตั้งแต่เกิดมา เคยต่อขนตาหนเดียว ครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง 
ซึ่งเชอได้ไปต่อที่ Blanc Eyelash & Eyebrow Salon สาขา Mercury Ville ค่ะ
Blanc เนี่ย จริงๆเชอเคยได้ยินชื่อนี้มานานมากกกกกกกกกก แต่ไม่เคยได้เข้าไปลองเลย 
ครั้งนี้ตื่นเต้นมาก ได้ไปลองสักที ร้านนี้ออกเสียงว่า "บลานซ์" นะคะ 
ซึ่งเป็นซาลอนต่อขนตาอันดับหนึ่งในญี่ปุ่นเลย
ที่สาขา Mercury Ville ทีเชอไปนี่จะอยู่ชั้น 2 ค่ะ เดินทางง่าย 
ถ้ามา BTS ลงชิดลมละก็เข้าทางเชื่อมมาเลยค่ะ
.
.
หน้าร้านจ้า

พอมาถึง ทางพนักงานที่ร้านก็จะมีแบบขนตาให้เราเลือกเต็มเลย
คือนี่แบบงงมาก... เอ๊ะ ที่อินี่เคยต่อครั้งแรกไม่เห็นจะมีให้เลือกแบบนี้เลอ oO..
เริ่มแรก
STEP1: เลือกแบบ LASH

ทางร้านนี่มาถึง กาง catalog ขนตาให้ดูเลยจ้า

ประเภทของขนตาเนี่ย จะมีกันทั้งหมด 4 แบบ 
J Curl Natural Look: 
งอนแบบธรรมชาติ สำหรับผู้ทีชอบให้ดูเป็นธรรมชาติ หรือ ผู้ที่มีตาสองชั้น
B Curl Cute Look: 
งอนเหมือนดัดขนตา สำหรับผู้ทีชอบแบบธรรมชาติ แต่อยากเพิ่มความน่าดึงดูดให้มากขึ้น 
C Curl Gorgeous Look: 
งอนเหมือนดัดขนตาถาวร แนะนำหรับผู้ที่มีตาชั้นเดียว หรือ ผู้ที่ดัดขนตาถาวร
D Curl Impressive Look: 
งอนขึ้นมากกว่าแบบ C สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มเสน่ห์ความน่าดึงดูดให้มากยิ่งขึ้น

เชอเลือกแบบ C ค่ะ จริงๆ ไม่ใช่คนตาชั้นเดียวนะ แต่มันดูแบบโอเค ไม่งอนเกินไป
เพราะเราก็ไม่รู้ว่าต่อออกมามันจะงอนขนาดไหน กลัวเวอร์วังเกิน 5555

STEP2: เลือก DESIGN
ที่ Blanc จะมีให้เลือกทั้งหมด 3 designs ค่ะ
1. SWEET DOLLY "เน้นกลมโต"
เน้นความยาวของเส้นขนตา บริเวณชวงกลางของดวงตาทำให้ดวงตาดูกลมโตน่ารัก 
ราวกับดวงตาของตุ๊กตา
2. NATURAL CHARMING "สดใสมีพลัง เหมาะกับทุกคน"
วางเส้นขนตาไล่ระดับความยาวโดยปรับให้เข้ากับรูปดวงตา ทำให้ดวงตาดูสดใสมีพลัง เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับทุกๆ คน
3. DIVA DESIRES "เฉียว เซ็กซี่"
เน้นความยาวของเส้นขนตา ตรงปลายหางตาทำให้ดวงตาดูโฉบเฉี่ยว สไตล์สาวเซ็กซี่ มั่นใจ

ตอนนั้นคงลังเลอยู่กับ Natural Charming VS Diva Desires เอาอันไหนดี 
ซึ่งพี่ทีร้านก็แนะนำว่า ถ้าไม่ค่อยได้ต่อบ่อย เอาแบบ Natural Charming ก็ได้ เข้าได้กับตาทุกรูปแบบ
เชอก็เลยเออ เอาก็ได้วะ 5555 ไม่มีเวลาเลือกนาน เพราะมีธุระต่อด้วยถถถ 

การเตรียมตัวก่อนต่อขนตา:
1. ควรลบเครื่องสำอางให้หมดก่อนนะคะ ไม่งั้นจะเสียเวลา
ถ้าไม่ลบได้มั้ย? ได้ค่ะ ต่อไปเลย แต่จะอยู่ไม่ทนกว่าลบออกนะคะ
2. ควรเผื่อเวลาอย่างน้อยชม.ครึ่ง หรือสองชม.จะดีมาก (ขึ้นอยู่กับชนิดของขนตาที่ต่อด้วยค่ะ)

- BEFORE -

Step1: Clean eye makeup
เริ่มแรกก็จะทำการคลีนเมคอัพค่ะ ช่างก็จะเบามือในการเช็ดมากๆ

Step2: Taping
หลังจากนั้นก็จะเป็นขั้นตอนการแปะเทปค่ะ 
ตอนนั้นรู้สึกมีเทประโยงระยางเต็มตาไปหมด ลืมตาไม่ได้เลย555 

Step3: วัดขนตา
ซึ่งขั้นตอนนี้ ช่างก็จะบอกเราค่ะว่าความยาวขนตาเราจริงๆ ยาวเท่าไหร่ และก็จะเลือกเบอร์ความยาวขนตาที่เหมาะสมกับเราในการต่อให้ค่ะ
ขนตาของเชอยาวจริงๆ 10 ml. ช่างเลือกความยาว 12ml. ต่อให้ค่ะ
โดยหลักแล้ว ที่ Blanc
จะมีขนตาความยาวตั้งแต่ 9 ระดับ คือ ตั้งแต่ 6 – 15 มิลลิเมตร เลยทีเดียว

Step4: เริ่มต่อขนตา

ระหว่างต่อนี่คือเคลิ้มมาก เพราะห้องเงียบเป็นส่วนตัว มีแต่เสียงเพลงคลอสบายๆ
นอนแล้วแอบหลับวูบไปหลายรอบ 
ระหว่างต่อคือไม่เจ็บตาเลยค่ะ สบายๆ 

 ช่างบอกว่า ขนตาเชออ่ะ บางมากกกกก ละข้างขวาก็เอียงอีกด้วย ทำให้ต่อยาก
ลักษณะการเรียงเส้นของช่างก็คือจะซ้อนขึ้นมาด้วย ไม่งั้นมันจะแหว่ง T T
เง้อ เพิ่งรู้ว่าการปัดมาสคาร่าบ่อยๆ ทำให้ขนตาชั้นอ่อนแอแบบนี้
ต้องหมั่นบำรุงมั่งแล้ว

เวลาผ่านไปชั่วโมงครึ่ง... ก็เป็นอันเสร็จ!

FINISH LOOK!!!
ทะด๊าา หวานไม๊ละคะคู๊ณณ!!


 มันดูไม่หนาเลยนะ ดูแบบธรรมชาติอ่ะ พริ้วๆ มีการไล่ความยาวแบบกำลังดี 

ต่อไปคือตื่นมา สวยเลย เข้านิยาม
I WOKE UP LIKE THIS! 5555555555555
ส่วนตัวก็ประทับใจนะคะ ตาดูไม่โล้นแล้ว ดูแบบ มั่นใจขึ้นแม้หน้าสด 
"หน้าสดก็ดูดีได้ อันนี้ขอการันตี!!!!!" 555555555 
อ่ะ ให้ดูแบบซูมๆ หน่อย

 ด้านข้าง

ใจจริงๆ ก็แอบอยากได้แบบ Diva desires ไปเลย 
เพราะคิดว่าตัวเองน่าจะชอบแบบเฉี่ยวๆ เดี๋ยวนี้เราเริ่มถอดจากสายหวานนิดนึง ถถถถถ
ครั้งหน้าจะไปลองแบบ Diva desires ชัวร์ๆ

หลังการต่อ ต้องดูแลยังไงบ้าง?
1. เริ่มแรกเลย ห้ามโดนน้ำ 5-6 ชม. !! สำคัญมากนะคะ เพื่อให้กาวติดทน
2. งดใช้ Cleansing Oil อะไรก็ตามที่เป็นออยล์ จะไม่ถูกกับกาวค่ะ
ทีนี้ มีเพื่อนถาม ใช้คลีนซิ่งอะไรได้บ้าง? เชอใช้ไรอยู่?
อันนี้คือคลีนซิ่งที่เชอใช้เป็นปกตินะคะ
จะมีทั้ง Positif Oil, Nu Formula, Botanics ของ Boots และก็ 
Nature republic eye makeup remover 
แต่ช่วงที่ต่อขนตา
จะใช้ Nu formula เป็นหลักค่ะ เป็นน้ำ เช็ดได้ทั้งหน้าเลย เช็ดตาก็ได้
3. งดใช้เครื่องสำอางที่กันน้ำ เพราะจะทำให้ติดเลอะขนตาได้ การเช็ดแรงๆ 
ก็อาจทำให้ขนตาหลุดร่วงได้
4. หลีกเลี่ยงการดัดขนตา เพราะมันจะทำให้รอยต่อระหว่างกาวกับขนตาแตกออกจากกัน
5. ระวังท่านอน ใครติดนอนคว่ำนี่อาจทำให้ขนตาบิดเบี้ยวจนไม่คืนรูปกลับมาเป็นแบบเดิมได้
6. ใครอยากให้ขนตาปังๆ สวยตลอด ควรแวะไปให้ทางร้านเติมหรือซ่อมขนตาทุกๆ 2-3 วีค

ทีนี้ คำถามที่คนส่วนใหญ่ชอบถาม
"ต่อแล้วอยู่ได้นานแค่ไหน?"
ส่วนใหญ่แล้ว พอเริ่ม 2 วีค ขนตาก็จะมีเริ่มหลุดบ้าง และจะหลุดหมดเมื่อครบเดือน แต่บางคนก็อยู่ได้นานถึงเดือนครึ่งก็มี ขึ้นอยู่กับการดูแลล้วนๆเลยคะ พยายามทำให้ได้ตามคำแนะนำเบื้องต้นก็จะอยู่ได้นาน อย่าไปแกะไปเกา

ทีนี้ ด้วยความที่เชอรีบไปยิมเพราะมีคลาสต่อ เลยแบบไม่มีเวลาเช็คอะไรมาก
พอไปยิม รู้สึกว่าตาซ้ายมันเคืองๆ นิดนึง เหมือนขนตามันแยงๆ ตา ก็เลยโทรหาร้าน
ทางร้านก็ยินดีที่จะให้เข้ามาวันถัดไป เพื่อตรวจเช็คค่ะ 
เชอก็แจ้งเค้าไปว่าเอออาการมันเป็นไง แทงตรงไหน ช่างก็ดึงออกให้ ถามตลอดยังเจ็บอยู่มั้ย
และพอช่างเห็นว่ามันมีบางเส้นหลุด 
อาจเป็นเพราะด้วยความที่เราก็รีบไปธุระมะวาน ช่างก็เลยรีบ รนไปด้วยเลย 55 
วันนี้ช่างก็ยินดีเติมขนตาให้อีกค่ะ รวมๆ ก็ประมาณ 90 เส้นต่อข้าง! 
.
.
สรุป
รอบนี้คือ "เด้งขึ้น" "สวยขึ้น!" อิเชอปลื้มมากกกก ชอบมากกกกกกกกก 

อันนี้คือไม่มีการแต่งตาใดใดทั้งสิ้นนะ! 



ดูสิเธ๊ออออ! มันดูเต็มขึ้น ช่างเติมช่วงหัวตาให้ด้วย

คือชอบมากจริงๆ รอบนี้

เอาไป 5/5 เลยจ้าาา <3

ในส่วนของค่าเสียหายนั้น เป็นอย่างไรบ้าง?
อันนี้โดยปกติแล้ว ที่ร้านจะมีเป็นราคาแบบคิดต่อเส้นและแพ็คเกจไม่จำกัดจำนวนเส้นค่ะ
ราคาต่อเส้น
ขนตาบน/ล่าง  = 32.- / เส้น
ขนตาสี = 40.- / เส้น 
แบบ ไม่จำกัดจำนวนเส้น 
ขนตาบน = 2,500 บาท
ขนตาล่าง = 1,190 บาท
บน+ล่าง = 3,190 บาท
ซึ่งแนะนำว่าแบบ ไม่จำกัดเส้นจะคุ้มกว่า 

สำหรับใครที่ยังลังเลอยู่ และยังมีคำถามอีกว่า
"จะต่อดีมั้ย?"
จากประสบการณ์ที่เป็นคนแต่งตาตลอด และไม่ค่อยได้ต่อ/ติด ขนตา 
(แม้ที่บ้านจะมีขนตาปลอม14กล่องก็ตาม ถถถถถถ)
จะขอชี้แจงข้อดีข้อเสียดังนี้
ข้อดี:
1. I woke up like this
คือตื่นมาสวยเลย ไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่ต้องแต่งตาก็ได้อ่ะ ถ้าคนที่ติดแต่งตาอาจจะรู้สึกโล้นๆ หน่อย แต่มันก็ยังสวยดูดี ไม่ต้องเสียเวลาแต่งหน้านาน ทาคุชชั่นทาแป้งคิ้วแก้มปาก จบ ออกจากบ้านได้
2. ดวงตาดูมีเสนห์ขึ้น
อันนี้เราจะรู้สึกได้เลย มันเห็นตัวเองในกระจกทุกวันอ่ะ ดวงตามันหวาน มันเด่นขึ้นจริงๆ 
3. ประหยัดมาสคาร่า บอกลาขนตาปลอม
แน่ล่ะ ไม่ต้องปัดมาสคาร่าแล้ว ขนตาปลอมกาวเกิว ไม่ต้องใช้มันเลยค่ะ 

ข้อเสีย:
1. ต้องใส่ใจดูแล
อย่างที่บอกข้างต้น มันต้องหลีกเลี่ยงหลายอย่าง บางคนที่ติดเช็ดตาด้วย eye remover แบบออยล์ก็ต้องหลีกเลี่ยงกันไป ขั้นตอนการดูแลคลีนหน้าก็อาจต้องใช้เวลานานขึ้นหน่อย
2. กรีดอายไลน์เนอร์ได้ไม่สะดวก 
การที่เราต่อขนตาแล้วอ่ะ จริงๆมันก็จะทำให้ดูเหมือนมี inner liner ตลอดนะ แต่คนที่ติดกรีดอายอ่ะ มันก็อาจจะไม่ชิน พอจะกรีดก็จะรู้สึกติดๆ ขนตาหน่อย พอจะลบก็รู้สึกลำบาก คลีนด้วยออยล์ก็ไม่ได้ 

เพราะงั้น มันมีทั้งข้อดีข้อเสียปนกันไปเนอะ ต้องดูว่าชอบแบบไหน
แต่สำหรับเชอคือต่อมันก็ไม่เสียหายอ่ะ ถือเป็นการเปลี่ยนสไตล์เปลี่ยนลุคเสริมสวยช่วงนึง
เดี๋ยวมันก็ค่อยๆ หลุดตามกาลเวลา อยากต่ออีกก็ค่อยว่ากัน 

ยังไงลองดูเน้ออ
ขอบคุณ Blanc Thailand สำหรับบริการดีๆ ผลงานสวยๆ ด้วยค่า
รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ตามนี้เลยจ้า
Information:
Instagram: @blanc.thailand
-------------
Disclaimer: Sponsored review by Blanc Thailand
*This review is based on my personal opinion.



Share:
© cherriiecherry | All rights reserved.
Blog Design Handcrafted by pipdig